
ใครที่สงสัยว่าโรคมือ เท้า ปาก คืออะไร เรียกได้ว่าเป็นโรคที่มักเกิดขึ้นในเด็กเล็กและพบบ่อยมากในฤดูฝน สาเหตุของโรคนี้มาจากกลุ่มเอนเทอโรไวรัส ทำให้ผู้ติดเชื้อมีไข้ มีตุ่มน้ำใส ๆ ตามร่างกาย ฝ่ามือและฝ่าเท้า รวมทั้งในปากก็มีแผลด้วย อาการเหล่านี้ย่อมส่งผลให้ผู้ปกครองรู้สึกวิตกกังวล บทความนี้จะพูดถึงโรคมือ เท้า ปาก ให้ทุกท่านได้ทราบว่าอาการของโรคและวิธีรักษาเป็นอย่างไร
โรคมือ เท้า ปาก รับมาจากการติดต่อผ่านทางใดบ้าง
โรคมือ เท้า และตกสะเก็ดติดต่อโดยตรงจากสารที่ผู้ป่วยหลั่ง หรือสัมผัสทางอ้อมกับของเล่นที่ปนเปื้อนอาหาร น้ำ และมือของผู้เลี้ยง ส่วนใหญ่โรคจะแพร่กระจายในโรงเรียนอนุบาล รวมถึงสถานที่รับเลี้ยงเด็ก โรคมือ เท้า ปาก เป็นโรคที่รักษาไม่หาย ผู้ป่วยอาจเกิดซ้ำได้หากไวรัสแตกต่างจากที่เคยติดเชื้อมาก่อน เพราะภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยหลังฟื้นตัวไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อจากสายพันธุ์อื่น
โรคมือ เท้า ปาก มีอาการอย่างไรที่สามารถสังเกตุได้
อาการที่ทำให้รู้ว่าเด็กเป็นโรคมือ เท้า ปาก นั้น มีดังนี้
- มีบาดแผลข้างในปาก
- รู้สึกอ่อนเพลีย มีไข้
- ผื่นที่ดูเหมือนจุดแดง จะอยู่ที่เท้า มือ หรืออาจเกิดขึ้นที่ขา แขน และลำตัวได้เช่นกัน
เมื่อร่างกายได้รับเชื้อโรคเข้ามา เวลาฟักตัวจะอยู่ที่ระยะประมาณ 3-7 วัน อาการเริ่มแรกของการเจ็บป่วยคือ มีไข้สูงที่ 38-39 องศา ซึ่งเป็นอาการนำก่อนอาการอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นในประมาณ 1-2 วัน ทั้งความรู้สึกเหนื่อย เจ็บคอ มีผื่นและพุพอง ไม่อยากอาหาร รวมทั้งแผลอักเสบมีหนองที่ฝ่าเท้า ฝ่ามือ ผิวหนัง แผลในปากทั้งข้างในและข้างนอก
ป้องกันและรักษาโรคมือ เท้า ปาก อย่างไรได้บ้าง
อาการของโรคมือ เท้า ปาก โดยทั่วไปแล้วจะดีขึ้นเรื่อย ๆ หลังได้รับการดูแลจากแพทย์ บางจำเป็นต้องเข้ารักษาโรงพยาบาลเพราะมีอาการที่หนัก การดูแลสุขภาพเด็กจากโรคมือ เท้า ปาก มีวิธีการดังนี้
- สอนเด็กให้ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์หรือสบู่อย่างถูกต้อง
- ผู้ปกครองต้องแจ้งให้โรงเรียนทราบเกี่ยวกับอาการของลูก เมื่อพบว่ามีอาการไม่ปกติให้ไปพบแพทย์ทันที
- อย่าให้เด็กอยู่ในที่แออัด
- อย่าแบ่งปันสิ่งของที่ใช้งานกับผู้อื่น
- สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งก่อนออกนอกบ้าน
- ดูแลเรื่องอาหารและเครื่องดื่มให้สะอาดตลอด
- ของเล่นเด็กจะต้องสะอาด
บทความนี้ที่กล่าวมาทำให้ทุกคนรู้เรื่องของโรคมือ เท้า ปาก ซึ่งเป็นไวรัสชนิดหนึ่งที่มักพบในเด็กเป็นส่วนใหญ่ พ่อแม่ที่มีลูกหรือหลานทุกคนควรระมัดระวังและสังเกตอาการให้ดีเพื่อส่งให้แพทย์ได้รักษาอย่างทันท่วงที ทำให้ลูกน้อยปลอดภัยจากโรคเหล่านี้แล้วมีคุณภาพชีวิตที่ดี
